ฟอสฟอรัส

ปุ๋ยสำหรับปาล์มน้ำมัน

x-stands-5-1.jpg

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยในปริมาณที่มาก เนื่องจากมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต (ทะลาย) ออกไป ซึ่งเป็นการนำธาตุอาหารในต้นปาล์มออกไปด้วยเช่นกัน อีกทั้งปาล์มน้ำมันยังเป็นพืชที่มีการสะสมอาหารในปริมาณที่สูงไว้ในต้นด้วย การจัดการปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นการเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้นซึ่งจะส่งผลให้มีกำไรสูงสุด 
      
เกษตรกรจะพบว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการจัดการสวนปาล์ม (มากกว่า 50 % ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด) จะใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยมากที่สุด จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องธาตุอาหารพร้อมทั้งหน้าที่ของธาตุอาหารแต่ละอย่าง และเรียนรู้ถึงความต้องการอาหารของต้นปาล์มน้ำมันอย่างแท้จริง คำตอบในเรื่องนี้คือ การใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยให้เพียงพอกับความต้องการของต้นปาล์มน้ำมัน ไม่มากหรือน้อยเกินไป การใส่ปุ๋ยมากเกินไป นอกจากจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง ผลผลิตไม่เพิ่มขึ้น ยังมีผลเสียต่อต้นปาล์มได้อีกด้วย

 

 

ธาตุอาหารหลักที่ปาล์มน้ำมันต้องการ

ปาล์มน้ำมันต้องการธาตุอาหารที่จำเป็นทั้ง 16 ธาตุเหมือนกับพืชชนิดอื่น แต่ธาตุอาหารที่ปาล์มน้ำมันต้องการใช้ในปริมาณมาก ได้แก่ ไนโตรเจน โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโบรอน

การประเมินความต้องการปุ๋ย

พิจารณาจากผลการวิเคราะห์ใบ หรือจากลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของต้นปาล์มน้ำมัน

1. ไนโตรเจน (N) 

หน้าที่ เพิ่มพื้นที่ใบ สีใบ อัตราการเกิดใบใหม่ และการดูดซึมธาตุอาหาร มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต สร้างโปรตีน สร้างคลอโรฟิลส์

ถ้ามีมากเกินไป ผลผลิตลดลง อ่อนแอต่อโรคและแมลง

อาการขาดธาตไนโตรเจน ใบเหลือง ผลผลิตลด มักพบในต้นปาล์มน้ำมันที่ถูกน้ำท่วมขัง หรือปลูกในดินทรายตื้นๆ หรือมีหญ้าคาขึ้นปกคลุมบริเวณราก

คำแนะนำ : ควรแบ่งใส่หลายครั้ง สูตร 46-0-0 =  0.5-3 กก./ต้น/ปี  หรือใส่ 21-0-0 = 1-4 กก./ต้น/ปี  

 

2. ฟอสฟอรัส (P) 

หน้าที่ ควบคุมการเจริญเติบโต การสังเคราะห์แสง การหายใจ การแบ่งเซลส์ คุณภาพการสุกของผลและการสร้างดอก

อาการขาดธาตุฟอสฟอรัส ปาล์มน้ำมันชะงักการเจริญเติบโต ทางใบสั้นลง ลำต้นและทะลายเล็กลง สังเกตการขาดธาตุฟอสฟอรัสได้จากต้นหญ้าคาที่ขึ้นในบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมัน มีในล่างสีม่วง

คำแนะนำ : ใส่ปุ๋ย 18-46-0 = 1.5-2 กก./ต้น/ปี หรือ 0-3-0 = 2.5-3 กก./ต้น/ปี 

 

3. โพแทสเซียม (K)

หน้าที่ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการการสังเคราะห์แสง การสร้างโปรตีน การหายใจ กระบวนการสร้างแป้งและน้ำตาล ตลอดการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลในพืช ช่วยให้น้ำในพืชมีความสมดุล และควบคุมการเปิดปิดของปากใบในเซลล์พืช การคายน้ำ การแบ่งเซลส์ และช่วยให้ปาล์มน้ำมันทนทานต้อความแห้งแล้ง ทำให้ทะลายใหญ่ และจำนวนมากขึ้น 

อาการขาดธาตุโพแทสเซียม แสดงอาการได้หลายอย่าง

อาการขาดธาตุโพแทสเซียม

อาการขาดธาตุโพแทสเซียม

  1. ใบจุดสีส้ม พบในใบย่อยของทางใบล่าง อาการเรืชิ่มแรกจะเป็นจุดสีเหลืองซีดรูปร่างไม่แน่นอน เมื่ออาการรุนแรงจุดเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม หลังจากนั้นเนื้อเยื่อตายตรงส่วนกลางของจุดสีส้ม หากแสดงอาการเพียงต้นเดียวในขณะที่ต้นข้างเคียงไม่แสดงอาการ ให้พิจารณาว่าน่าจะเป็นผลทางพันธุกรรมมากกว่าอาการขาดธาตุโพแทสเซียม

อาการขาดโพแทสเซียมอย่างรุนแรง

อาการขาดโพแทสเซียมอย่างรุนแรง

  2. ใบเหลืองกลางทรงพุ่ม ใบย่อยของทางใบกลางทรงพุ่มจนถึงทางใบล่างมีอาการสีเหลืองส้ม ถ้าอาการขาดโพแทสเซียมรุนแรง ใบย่อยของทางใบล่างแห้งเพิ่มขึ้น

  3. อาการตุ่มแผลสีส้ม อาการเริ่มแรกจะมีลักษณะเป็นแถบสีเขียวมะกอกในใบย่อยของทางใบล่าง หากขาดโพแทสเซียมอย่างรุนแรง สีใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม น้ำตาลอมส้ม และตายในที่สุด

  4. แถบใบขาว เกิดตรงส่วนกลางของใบย่อย พบในปาล์มน้ำมันอายุ 3-6 ปี สาเหตุจากความไม่สมดุลของธาตุอาหาร เนื่องจากปาล์มน้ำมันได้รับไนโตรเจนมากเกินไป หรือได้รับโปแตสเซียมน้อย

คำแนะนำ : ใส่ปุ๋ย 0-0-60  =  4 กก.ต้น.ปี

 

4. แมกนีเซียม (Mg)

หน้าที่ เกี่ยวข้องกับระบบเอนไซม์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของคลอโรฟิลส์ ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์แสง เพื่อสร้างอาหารให้กับปาล์ม

อาการขาดธาตุแมกนีเซียม ใบย่อยของทางใบล่างมีสีเขียวซีด ในระยะต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มและแห้งในที่สุด

วิธีการใส่ แบ่งการใส่ปุ๋ยออกเป็นหลายๆ ครั้ง ใส่ปุ๋ยแมกนีเซียมก่อนการใส้โพแทสเซียมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดขวางการดูดธาตุอาหารซึ่งกันและกัน ในส่วนของไดโลไมท์ ใช้เพื่อปรับปรุงดินที่มีความเป็นกรด (pH ต่ำ) และให้ธาตุแมกนีเซียมกับปาล์มน้ำมัน แต่ควรใช้ไดโลไมท์เมื่อมีการวิเคราะห์ดินเท่านั้น การหว่านปูนไดโลไมท์ควรหว่านในระหว่างแถวของปาล์มน้ำมัน และไม่ควรใส่ปุ๋ยยูเรียทันทีหลังจากหว่านไดโลไมท์ เพราะจะทำให้เกิดการสูญเสียไนโตรเจนเร็วขึ้น

คำแนะนำ : ใส่ปุ๋ย คีเซอร์ไรด์ ( 27 % Mgo,23%S) =  1.5-2 กก./ต้น/ปี

 

5. โบรอน (B)

หน้าที่ เกี่ยวข้องกับระบบเอนไซม์ การสร้างผนังเซลล์ การสร้างโปรตีน และการสร้างเมล็ด ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื้ออ่อน ทำให้ท่อน้ำละอองเกสรแข็งแรงและช่วยในการเจริญเติบโตของละอองเกสร ในปาล์มน้ำมันจะทำให้การติดผลดีขึ้น ซึ่งจะทำให้น้ำหนักทะลายเพิ่มมากขึ้น

อาการขาดธาตุโบรอน ใบมีรูปร่างผิดปกติ เช่น ใบรูปตะขอ ใบย่น ใบที่ยอดสั้น

คำแนะนำ : ใส่โบรอน 30-100 กรัม/ต้น/ปี

 

ที่มา : ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร

 

ชนิดปุ๋ยที่ใช้ในปาล์มน้ำมัน

นอกจากธาตุอาหารทั้ง 5 ชนิด ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับปาล์มน้ำมันแล้วพบว่าในบางพื้นที่ปาล์มอาจแสดงอาการขาดธาตุอื่นๆได้ เช่น ธาตุทองแดง (Cu) พบว่าในดินที่มีอินทรียวัตถุสูง เช่น ดินพรุ ดินทรายจัดอาจมีปัญหาในการขาดธาตุทองแดงได้เช่นกัน

การใช้ปุ๋ยในปาล์มน้ำมันควรใช้ปุ๋ยเคมีควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอสำหรับปาล์มน้ำมัน เนื่องจากในปุ๋ยอินทรีย์มีปริมาณธาตุอาหารในปริมาณที่น้อย แต่ปุ๋ยอินทรีย์จะทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น ส่วนปุ๋ยเคมีมีปริมาณธาตุอาหารมากแต่จะทำให้โครงสร้างดินเสีย ซึ่งจะมีปัญหากับดินในอนาคต

สำหรับปุ๋ยเคมีที่ใช้กับปาล์มน้ำมันควรใช้ปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ย เนื่องจากการใช้ปุ๋ยเดี่ยวสามารถปรับปริมาณการใส่ของแต่ละธาตุอาหารได้ตามความต้องการของปาล์มน้ำมัน ซึ่งพื้นที่ปลูกในแต่ละพื้นที่จะมีปริมาณธาตุอาหารในดินไม่เท่ากัน เกษตรกรที่มีสวนปาล์มน้ำมันจำนวนมาก แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเดี่ยว นำมาผสมและแบ่งใส่ด้วยตนเอง เพราะต้นทุนปุ๋ยจะถูกกว่า ส่วนเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ปลูกไม่มากนัก แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเดี่ยวสลับหรือร่วมกับปุ๋ยสูตร ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับอายุของปาล์มน้ำมัน และความอุดมสมบูรณ์ของดิน

   การใส่ปุ๋ย ควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินเดิม ความต้องการปุ๋ยของปาล์มน้ำมันในระยะต่าง ๆ สภาพแวดล้อม ลมฟ้าอากาศ ชนิดของปุ๋ยและอัตราการใช้  ซึ่งทางโครงการความร่วมมือสหกิจศึกษาทางวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – ชุมพร ร่วมกับ บริษัท อาร์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด ขอแนะนำตารางการใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันดังนี้

x-stands-5-1.jpg
การหว่านปุ๋ย1.png

    ดังนั้นการใช้ปุ๋ยในสวนปาล์มน้ำมันจำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะหากมีการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการของปาล์มน้ำมันก็จะทำให้ผลผลิตลดลง ในทางตรงกันข้ามหากมีการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่มากเกินไปก็จะทำให้สิ้นเปลือง เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต นอกจากปริมาณของปุ๋ยที่เหมาะสมแล้ว ความเหมาะสมของสัดส่วนปุ๋ยแต่ละชนิดก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน การใช้ปุ๋ยเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไปจะทำให้สัดส่วนความต้องการปุ๋ยมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีผลทำให้ผลผลิตลดลงได้เช่นเดียวกัน และการจัดการปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นการเพิ่มผลผลิต เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการเกษตรกรคือกำไรสูงสุดอย่างแน่นอน