ศัตรูปาล์มน้ำมัน

ศัตรูปาล์มน้ำมันมีอยู่มากมายหลายชนิด ซึ่งส่งผลเสียต่อผลผลิตปาล์มน้ำมันเป็นอย่างมาก ดังนั้นผู้ปลูกปาล์มน้ำมันควรทราบถึงเรื่องนี้ เพื่อที่จะสามารถป้องกัน หรือกำจัดศัตรูปาล์มน้ำมันได้อย่างถูกต้อง อาร์ดี เกษตรพัฒนา จึงนำข้อมูลควรรู้เรื่องนี้มาให้ศึกษากันครับ

rose beetle.jpg

ด้วงกุหลาบ

เป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก สีน้ำตาล ตัวเต็มวัยจะเข้ากัดทำลายใบของต้นปาล์มน้ำมันขนาดเล็กที่เพิ่งปลูกใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการบุกเบิกใหม่ ถ้ารุนแรงทางใบจะถูกทำลายจนหมดเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต

ลักษณะการทำลาย : กัดเจาะใบ

วิธีป้องกัน  : เซฟวิน 85% (Sevin85) 10 กรัม / น้ำ 20 ลิตร (ฉีดช่วงเย็น)

 

Asiatic rhinoceros beetle.gif

ด้วงแรด

มี 2 ชนิด คือ ด้วงแรดชนิดเล็ก และด้วงแรดชนิดใหญ่ ด้วงแรดชนิดเล็ก พบทั่วทุกภาคของประเทศไทยและพบบ่อยที่สุด สำหรับด้วงแรดชนิดใหญ่ มักพบไม่บ่อยนัก พบได้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปทางภาคใต้ของประเทศ

ลักษณะการทำลาย :  เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช โดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆ ทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดโรคยอดเน่า จนถึงต้นตายได้ในที่สุด

วิธีป้องกัน : ลอร์สแบน 40% (Lursban 40%) EC 80 มล. / น้ำ 20 ลิตร ราดรอบยอดอ่อน

 

coconut black-headed.jpg

หนอนหัวดำมะพร้าว

หนอนหัวดำมะพร้าว เป็นแมลงศัตรูต่างถิ่นที่ระบาดเข้ามาในไทย ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ขนาดลำตัววัดจากหัวถึงปลายท้องยาว 1-1.2 เซนติเมตร ปีกสีเทาอ่อน มีจุดสีเทาเข้มที่ปลายปีก ลำตัวแบน ชอบเกาะนิ่งแนบตัวติดผิวพื้นที่เกาะ ผีเสื้อเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้เล็กน้อย ขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ ผีเสื้อเพศเมียที่ผสมพันธุ์แล้วเท่านั้นจึงจะสามารถวางไข่ที่ฟักเป็นตัวหนอนได้ ขณะที่ผีเสื้อที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์สามารถวางไข่ได้ แต่ไข่ทั้งหมดจะไม่ฟักเป็นตัวหนอน ไข่ของผีเสื้อหนอนหัวดำมะพร้าวมีลักษณะกลมรี แบน วางไข่เป็นกลุ่ม ไข่เมื่อวางใหม่ๆ มีสีเหลืองอ่อน สีจะเข้มขึ้นเมื่อใกล้ฟัก ระยะไข่ 4-5 วัน ตัวหนอนเมื่อฟักออกจากไข่ระยะแรกจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ก่อนที่จะย้ายเข้าไปกัดกินใบ ตัวหนอนที่ฟักใหม่ๆ จะมีหัวสีดำ ลำตัวสีเหลือง สีของส่วนหัวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเมื่ออายุมากขึ้น ตัวหนอนมีสีน้ำตาลอ่อนและมีลายสีน้ำตาลเข้มพาดยาวตามลำตัว เมื่อโตเต็มที่จะมีลำตัวยาว 2–2.5 เซนติเมตร การเจริญเติบโตของหนอนหัวดำมะพร้าวในประเทศไทย พบว่า หนอนหัวดำมะพร้าวส่วนใหญ่จะเจริญเติบโตและมีการลอกคราบ 8 ครั้ง บางครั้งอาจพบหนอนหัวดำมะพร้าวลอกคราบ 6-10 ครั้ง ระยะหนอน 32-48 วัน ผีเสื้อหนอนหัวดำมะพร้าวเพศเมียสามารถวางไข่ตั้งแต่ 49-490 ฟอง

หนอนหัวดำมะพร้าวเข้าทำลายใบเฉพาะระยะตัวหนอนเท่านั้น โดยตัวหนอนจะแทะกินผิวใบบริเวณใต้ทางใบ จากนั้นจะถักใยนำมูลที่ถ่ายออกมาผสมกับเส้นใยที่สร้างขึ้น นำมาสร้างเป็นอุโมงค์คลุมลำตัวยาวตามทางใบบริเวณใต้ทางใบ ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์ที่สร้างขึ้นและแทะกินผิวใบ โดยทั่วไปหนอนหัวดำชอบทำลายใบแก่ ดักแด้เพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่าดักแด้เพศเมียเล็กน้อย ผีเสื้อที่ผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่บนเส้นใยที่สร้างเป็นอุโมงค์ หรือซากใบที่ถูกทำลายแล้ว ตัวหนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 1-2 วัน ก่อนจะย้ายไปกัดกินใบปาล์ม จึงมักจะพบหนอนหัวดำมะพร้าวหลายขนาดกัดกินอยู่ในใบปาล์มใบเดียวกัน ต้นปาล์มที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวลงทำลายจะมีใบแห้ง และมีสีน้ำตาล ผลผลิตลดลง หากการทำลายรุนแรงอาจทำให้ต้นปาล์มตายได้

ลักษณะการทำลาย : กัดแทะผิวใบแก่

วิธีป้องกัน  : พ่นด้วย BT 40-80 กรัม / น้ำ 20 ลิตร พ่น 3 ครั้ง ห่างกัน 7 – 10 วัน

 

Coccidae.jpg

เพลี้ยหอย

เพลี้ยหอย หรือพวก Scale insects เป็นแมลงพวกปากดูด ดูดน้ำเลี้ยงจากภายในต้นปาล์ม และดูดได้ทุกส่วนของปาล์มส่วนมากเจาะดูดที่ลำต้นอ่อน กาบใบอ่อน ใบ ดอก และผลอ่อนด้วย ปาล์มที่โดนพวกเพลี้ยหอยทำลายนั้น ถ้าเกิดแก่ใบก็จะทำให้ใบสีเขียวซีดลง และกลายเป็นสีเหลือง และในที่สุดก็กลายเป็นใบสีน้ำตาล ใบแห้ง แล้วก็ตาย

                                                       ลักษณะการทำลาย : ดูดน้ำเลี้ยงจากผล

วิธีป้องกัน  : คัดแยกไปเผาทำลาย หรือฉีดพ่นด้วย เซฟวิน 85% (Sevin85) ฉีดพ่นตามส่วนต่างๆ ที่อาจจะเกิดเพลี้ยหอยขึ้นได้ 

 

mealybugs.jpg

เพลี้ยแป้ง

ลักษณะที่เห็นได้ชัดก็คือ มีส่วนที่ถูกเพลี้ยแป้งเกาะจับกินจะมีสีขาวคล้ายแป้ง เป็นแมลงพวกปากดูดเช่นเดียวกับเพลี้ยหอย

ลักษณะการทำลาย : ดูดน้ำเลี้ยงจากผล

วิธีป้องกัน : คัดแยกไปเผาทำลาย ฉีดพ่นด้วยไทอะมีโทแซม (Thiamethoxam) ร่วมกับไวท์ออยล์ (White Oil)

 

Household Casebearer.jpg

หนอนปลอก

เป็นหนอนกัดกินส่วนต่างๆ ของปาล์ม โดยเฉพาะลำต้นปาล์มขวด ตัวมีปลอกหุ้มอยู่โดยรอบ โดยเฉพาะตัวเมียจะอยู่ในปลอกไปตลอดชีวิต

ลักษณะการทำลาย : กัดแทะผิวใบ

วิธีป้องกัน : คลอร์ไพริฟอส ไซเพอร์เมทริน 25% (Chlorpyrifos Cypermethrin) 30 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร

 

 

The Oil Palm Slug Caterpillar.jpg

หนอนหน้าแมว

เป็นหนอนกัดทำลายใบปาล์มน้ำมัน ถ้าอาการรุนแรงมากใบจะถูกกัดจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ผลผลิตลดลง ต้นปาล์มชะงักการเจริญเติบโต 

ลักษณะการทำลาย : กัดแทะใบ

วิธีป้องกัน : คลอร์ไพริฟอส ไซเพอร์เมทริน 25% (Chlorpyrifos Cypermethrin)  30 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร

 

 

Coconut Hispine Beetle.jpg

แมลงดำหนามมะพร้าว

ชนิดที่พบการระบาดในประเทศในขณะนี้ เป็นแมลงดำหนามต่างถิ่นคือ บรอนทิสป้า ลองจิสสิมา (Brontispa longissima) มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย ปาปัวนิวกีนี และมาเลเซียที่ติดกับเมืองชวา ส่วนชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยคือ พลีสิสป้า ริชเชอราย (Plesispa reicheri) ทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะรูปร่างและการทำลายแตกต่างกัน แมลงดำหนามต่างถิ่นมีขนาดใหญ่กว่า และมีส่วนอกด้านบนเป็นรูปสี่เหลี่ยม ลงทำลายต้นมะพร้าวทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ แต่แมลงดำหนามท้องถิ่น มีลำตัวสั้นและป้อมกว่า ส่วนอกด้านบนเป็นรูประฆังคว่ำ ชอบลงทำลายมะพร้าวต้นเล็ก จึงไม่เกิดการระบาดที่รุนแรง 

ลักษณะการทำลาย : กัดแทะยอดอ่อน

วิธีป้องกัน  : ฉีดพ่นเชื้อราขาว ปล่อยแมลงหางหนีบ หรือมัมมี่แตนเบียน

 

rat.jpg

หนู

พื้นที่ป่าเมื่อถูกบุกรุกเพื่อปลูกสร้างสวนปาล์ม สภาพนิเวศน์จะเปลี่ยนไป ศัตรูธรรมชาติของหนูไร้ที่อยู่ ต่อมาอาจจะตายหรือหนีหายไป ทำให้สมดุลธรรมชาติเสียไป ในฤดูฝน พื้นที่บางแห่งจะเป็นแอ่งน้ำ พื้นดินร่วนซุยเหมาะที่หนูจะขุดรูทำรังอยู่ใกล้ๆ แหล่งน้ำ เมื่อเกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน พื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของหนู หนูจะขยายพันธุ์ออกลูกออกหลานและเข้าทำลายสวนปาล์ม ต้นปาล์มจะถูกหนูกัดทำความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของปาล์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปาล์มที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป ซึ่งกำลังให้ผลผลิตเต็มที่ จะถูกหนูทำลายมาก

ลักษณะการทำลาย :

หนูจะทำความเสียหายปาล์มน้ำมัน 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปาล์มเริ่มปลูกใหม่จนถึงระยะเริ่มให้ผลผลิต (อายุ 1-4 ปี) ในช่วงที่ปาล์มมีขนาดเล็กเช่นนี้ สภาพพื้นที่ในสวนปาล์มมักนิยมปลูกพืชคลุมดิน หรือไม่ก็มีวัชพืชขึ้นรกรุงรังแทนที่ ซึ่งเหมาะสำหรับการเป็นที่หลบอาศัยของหนูชนิดต่างๆ โดยหนูจะเข้ามากัดทำลายโคนต้นอ่อน ยอดต้นอ่อนและทางใบปาล์มส่วนที่อยุ่ติดกับพื้นดิน หากร่องรอยการทำลายมีมาก โดยเฉพาะที่โคนต้นอ่อนจะทำให้ต้นปาล์มแห้งตายในที่สุด

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่ปาล์มให้ผลผลิต (อายุ 5-25 ปี) หนูจะเป็นปัญหามากที่สุด โดยจะกินทั้งผลปาล์มดิบและสุกเป็นอาหารหลัก นอกจากนี้ช่อดอกเกสรตัวผู้ของปาล์มยังเป็นแหล่งอาศัยของตัวอ่อนของด้วงผสมเกสรในสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นอาหารของหนูอีกชนิดหนึ่งด้วย ด้วยเหตุนี้เราอาจใช้ร่องรอยการทำลายของหนูบนช่อดอกเกสรตัวผู้ที่บานและแห้งแล้ว เป็นตัวชี้ว่าสวนปาล์มนั้นมีจำนวนประชากรหนูอยู่มากหรือน้อยโดยคร่าวๆได้

ชนิดของหนูศัตรูปาล์มน้ำมัน

หนูพุก.jpg

1.  หนูพุกใหญ่หรือหนูแผง พบมากในสวนปาล์มน้ำมันที่อายุไม่เกิน 4 ปี โดยเฉพาะที่มีป่าหญ้าคาและหญ้าขนขึ้นในพื้นที่ เนื่องจากหนูชนิดนี้ปกติมีขนาดใหญ่ จึงไม่ชอบปีนป่ายต้นไม้ แต่มันจะกัดกินโคนต้นอ่อน ทางใบและลูกปาล์มที่ติดอยู่กับพื้นดินเท่านั้น 

2.  หนูฟันขาวใหญ่ พบเพียงเล็กน้อยในสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่ริมคูน้ำระหว่างเนินเขาและติดชายป่า หนูชนิดนี้มีขนาดใกล้เคียงกับหนูพุกใหญ่ ต่างกันที่หนูพุกใหญ่มีแผงขนที่บริเวณด้านหลังและท้องสีเทาเข้ม นิสัยดุร้าย ส่วนหนูฟันขาวใหญ่จะไม่มีแผงขนที่หลัง ขนที่ท้องสีครีม และนิสัยเชื่อง ไม่ดูร้าย หนูฟันขาวใหญ่ทำลายต้นปาล์มอ่อนเช่นเดียวกับหนูพุกใหญ่ 

หนูฟานเหลือง.jpg

3.  หนูฟานเหลือง ปกติพบในสภาพป่าทุกประเภทในประเทศไทย พบเพียงเล็กน้อยในสวนปาล์มน้ำมันที่มีอายุ 5 ปีแล้วและอยู่ติดชายป่าหนูฟานเหลืองเป็นหนูขนาดกลางหน้าขาวด้านหลังสีเหลืองส้มปนขนสีดำประปราย ท้องสีขาวครีมล้วนๆ หางมี 2 สี ด้านบนสีดำด้านล่างสีขาวปลายหางยาว อุปนิสัยเชื่องช้า ไม่ดุร้าย อาหารในธรรมชาติคือ รากไม้ ผลไม้ แมลง หอย จากการสำรวจพบหนูฟานเหลืองในสวนปาล์มเกษตรกรในพื้นที่ของนิคมสร้างตนเอง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล

4.  หนูนาใหญ่ เป็นศัตรูที่สำคัญในสวนปาล์มที่อายุระหว่าง 4-7 ปี พบมากในภาคกลางและภาคใต้ ชอบอาศัยในดงหญ้ารกใกล้ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ชอบขุดรูบนพื้นดินที่มีวัชพืชขึ้นปกคลุม รังหนูอยู่ลึกจากระดับพื้นดินไม่เกิน ๐.๕ เมตร สภาพที่น้ำท่วมผิวดินหนูจะอพยพหนีน้ำไปหาแหล่งอาศัยที่น้ำท่วมไม่ถึง เช่น มันจะทำรังในดงหญ้าโดยหักใบหญ้ามาสุมทำรังเหนือระดับน้ำ จากการสำรวจพบในสวนปาล์มที่มีอายุระหว่าง 4-7 ปี

5.  หนูท้องขาว พบมากที่สุดในสวนปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อปาล์มน้ำมันเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ ในประเทศไทยหนูชนิดนี้กำลังเป็นปัญหาที่สำคัญในสวนปาล์มที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป เช่นที่ จังหวัดสตูล กระบี่ สุราษฎร์ธานีและชุมพร จากการดักหนูในพื้นที่ดังกล่าวพบว่า ขนด้านท้องมีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่สีขาวปนครีม สีน้ำตาลปนเอาอ่อน สีน้ำตาลปนเทาส้ม สีเทาเข้ม ฯลฯ ซึ่งพอจะจำแนกเป็นชนิดย่อยได้ดังนี้

5.1 หนูป่ามาเลย์ พบมากในสวนป่าละเมาะ ดงหญ้าที่เกิดภายหลังการเปิดป่าใหม่ ป่าโกงกาง พบเฉพาะในภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป โดยเฉพาะในสวนปาล์มน้ำมันทางภาคใต้ของประเทศไทย จัดว่าเป็นชนิดที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดในสวนปาล์มน้ำมัน

หนูป่ามาเลย์ชอบกินลูกปาล์มทั้งดิบและสุกตลอดจนดอกตัวเมียและดอกตัวผู้ด้วย มีข้อสังเกตอีกว่าเมื่อหนูป่ามาเลย์กินลูกปาล์มสุกมันชอบขนลูกปาล์มไปกินในกองทางใบ ซึ่งชาวสวนนิยมตัดทางใบเก่าทิ้งแล้วนำไปกองเป็นแถวระหว่างต้นปาล์มในสวนนั้น บ่อยครั้งที่พบซากเมล็ดปาล์มกองอยู่เป็นจำนวนมากในกองทางใบนี้ หนูป่ามาเลย์จะเริ่มเข้าทำลายปาล์มตั้งแต่ปาล์มอายุ 4 ปีขึ้นไป และจะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วเป็นศัตรูปาล์มน้ำมันที่สำคัญที่สุด

5.2  หนูบ้านมาเลย์ พบในทุ่งหญ้าที่อยู่ติดต่อกับหมู่บ้านหรือเมือง ในสวนปาล์มน้ำมันทางภาคใต้ของประเทศไทย ในมาเลเซียหนูชนิดนี้จะมีชุกชุมในเมืองและหมู่บ้านทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมลายา แพร่กระจายไปถึงทุ่งหญ้าของเกาะสิงคโปร์ เป็นหนูศัตรูปาล์มน้ำมันอีกชนิดหนึ่ง

5.3  หนูท้องขาวสิงคโปร์ อาศัยอยู่ตามป่าละเมาะและป่าหญ้าที่เกิดจากการเปิดป่าใหม่ พบตั้งแต่ภาคใต้ของประเทศไทยลงไปถึงคาบสมุทรมลายาและสุมาตรา หนูชนิดนี้ชอบหากินตามพื้นดินมากกว่าหนูป่ามาเลย์เป็นหนูมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับหนูท้องขาวทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวมาแล้ว ลักษณะขนนิ่ม ขนด้านหลังสีน้ำตาลปนเทาสีท้องขาวสะอาด บางครั้งจะมีขนสีเหลืองแต้มอยู่ด้วย หนูชนิดนี้แม้จะพบไม่มากแต่ก็เป็นศัตรูปาล์มน้ำมันด้วย

เมื่อใดควรปราบหนู

ในการพิจารณาว่าเมื่อใดเหมาะสมในการป้องกันและกำจัดหนูศัตรูปาล์มน้ำมัน หากต้นปาล์มอ่อนในเรือนเพาะชำหรือปาล์มปลูกใหม่ถูกทำลายจนถึงตาย ควรจะทำการป้องกันกำจัดทันที ทั้งนี้เพราะต้นทุนในการปลูกปาล์มแต่ละต้นค่อนข้างสูง ร่องรอยการทำลายที่เกิดจากหนู เช่น พบมูลหนูในบริเวณใกล้เคียง หรือรอยฟันแทะ 2 คู่หน้าที่กัดต้นปาล์ม ถ้าในบริเวณกว้างคือมากกว่า 10 ไร่ ควรจะใช้สารเคมีกำจัดหนู ถ้าพบเพียงเล็กน้อยก็อาจใช้วิธีกลอื่นๆ เข้าช่วยป้องกันกำจัดได้

ในปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว ถ้าพบว่าผลปาล์มมีร่องรอยการทำลายใหม่มากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ โดยทำการนับร่องรอยการทำลายใหม่จากต้นปาล์มน้ำมันอย่างน้อย 200 ต้น การป้องกันกำจัดหนูต้องรีบดำเนินการทันที เพราะผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเปอร์เซ็นต์ร่องรอยการทำลายใหม่กับจำนวนหนูในพื้นที่เป็นเวลา 8 ปี ยืนยันว่าที่ระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ นี้จะมีจำนวนหนู่ในพื้นที่นั้นมากกว่า 8 ตัวต่อไร่ หากไม่ทำการป้องกันกำจัดจะเกิดความเสียหายต่อผลปาล์ม

อีกวิธีหนึ่งอาจประเมินจำนวนประชากรหนูจากเหยื่อที่กินโดยใช้พื้นที่ปาล์มประมาณ 300 ไร่ นำเหยื่อ เช่น กล้วยน้ำว้า หั่นเป็นชิ้นๆหรือปลาช่อนสด หรือปลาเค็มที่ไม่แห้งจนแข็งเป็นชิ้นๆ นำไปวางที่โคนต้นปาล์มต้นละ 1 ชิ้น ในบริเวณใจกลางแปลง หากพบว่าภายหลังการวางเหยื่อแล้ว 4-5 วัน เหยื่อถูกกินไปมากว่า 30 เปอร์เซ็นต์ก็ควรทำการป้องกันกำจัดได้แล้ว

หรืออีกวิธีหนึ่ง ใช้วิธีการล่าหนู โดยรื้อกองทางใบออกแล้วใช้คนล้อมตีหนูที่วิ่งหนีออกมา ควรจะทำในแปลงที่มีต้นปาล์มอย่างน้อย 21 ต้น (คือต้นปาล์ม 3 แถวๆละ 7 ต้น) หากพบว่าแปลงใดมีหนูมากกว่า 20 ตัว ควรทำการป้องกันกำจัดทันที

วิธีป้องกันกำจัดหนู

  • การป้องกันกำจัดโดยไม่ใช้สารเคมี ได้แก่

1. การล้อมตี วิธีนี้ต้องใช้คนหลายคนช่วยกัน โดยการยกทางใบที่กองอยู่ระหว่างต้นปาล์มออก เนื่องจากใต้กองทางใบปาล์มเป็นแหล่งที่อยู่และขยายพันธุ์ของหนูศัตรูปาล์ม หรือจะใช้รถไถที่สามารถตีทางใบปาล์มแห้งให้ละเอียดแล้วให้คนคอยดักตีหนูที่วิ่งออกมา หรือใช้ไม้ไผ่ยาวๆ แทงตามซอกทางใบและซอกทะลายปาล์มบนต้น เพื่อไล่หนูที่หลบซ่อนอยู่ให้ตกลงพื้นดินแล้วใช้คนไล่ตี วิธีการนี้ช่วยลดปริมาณหนูลงในช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งถ้าจะให้ผลดีก็ต้องกระทำบ่อยๆ ข้อเสียของวิธีการนี้ คือ สิ้นเปลืองแรงงานและเวลามาก และไม่สามารถควบคุมจำนวนประชากรหนูได้ในระยะยาว

2. การดัก การดักโดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น กรงดัก กับดัก หรือเครื่องมือดักหนูอย่างอื่นที่สามารถประดิษฐ์จากวัสดุที่หาได้ง่าย เป็นวิธีที่น่าส่งเสริมให้ปฏิบัติส่วนมากจะใช้ได้ผลดีในเนื้อที่จำกัด และไม่กว้างขวางนัก เช่น ในแปลงเพาะปลูกขนาดเล็กที่ปริมาณของหนูศัตรูปาล์มไม่มาก สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ เหยื่อดัก การเลือกเหยื่อชนิดใดควรคำนึงว่าสัตว์ชนิดที่ต้องการดักมีความคุ้นเคยหรือต้องการอาหารชนิดนั้นมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ราคาเหยื่อต้องไม่แพงจนเกินไป

ตำแหน่งที่วางกรงหรือกับดักหนู คือตามร่องรอยทางเดินหากินของมันบนพื้นดิน ข้างกองทางใบ หรือโคนต้นจะสะดวกและปลอดภัยกว่าการวางบนต้นที่ทะลาย เพราะบ่อยครั้งที่พบงูเห่าขึ้นไปนอนคอยกินหนูบนยอดปาล์ม

สำหรับการดักหนูศัตรูปาล์มไม่ใช่เป็นวิธีการกำจัดหนูที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วนมากใช้เป็นวิธีเสริมหรือเพิ่มเติมหลังจากการใช้สารเคมีกำจัดหนูแล้ว หากยังมีหนูหลงเหลืออยู่ก็ใช้วิธีการดักเข้าช่วย ก็จะทำให้ลดปริมาณหนูให้เหลือจำนวนน้อยลงที่สุดได้

3. การเขตกรรม เช่น การหมั่นถางหญ้าบริเวณรอบโคนต้นปาล์มโดยห่างโคนต้นประมาณ 1-1.5 เมตร อย่าให้มีหญ้าขึ้นรก เพราะจะเป็นที่หลบอาศัยอย่างดีของหนู คันดิน จอมปลวก หรือทางใบปาล์มที่ตัดทิ้งแล้วกองไว้ข้างๆ ต้นปาล์ม ถ้าไม่จำเป็นก็ทำลายหรือกำจัด หนูก็จะไม่มีที่หลบซ่อน ทำให้ง่ายต่อการกำจัดโดยวิธีอื่นๆ

4. การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ศัตรูธรรมชาติของหนูคือ งูสิง งูแมวเซา งูแสงอาทิตย์ งูเห่า งูทางมะพร้าว พังพอน เหยี่ยว นกเค้าแมว นกแสก นกฮูก สัตว์เหล่านี้ช่วยกำจัดหนูโดยกินเป็นอาหาร จำเป็นต้องสงวนปริมาณไว้ให้สมดุลกับธรรมชาติ เพื่อคอยควบคุมประชากรหนูไว้ไม่ให้มีมากเกินไป เพราะถ้าทำลายสัตว์ศัตรูธรรมชาติเหล่านี้หมดไป จะเป็นเหตุให้หนูขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วและทำความเสียหายให้แก่ปาล์มน้ำมันเป็นอย่างมาก

พื้นที่สวนปาล์มใดถ้ามีศัตรูธรรมชาติ เช่น นกแสก นกฮูก เหยี่ยว หรือนกเค้าแมวมาก ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดหนูชนิดออกฤทธิ์เร็ว เพราะจะเป็นอันตรายต่อนกเหล่านี้ที่กินหนูตัวที่ได้กินเหยื่อพิษชนิดนี้มาก โดยปกติเกษตรกรที่จะกำจัดหนูโดยใช้ศัตรูธรรมชาติและสารกำจัดหนูเข้าช่วย สารกำจัดหนูที่ใช้ควรเป็นชนิดที่ออกฤทธิ์ช้าจะปลอดภัยต่อนกศัตรูธรรมชาติของหนูมากกว่า

  • การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมี

การใช้สารเคมีกำจัดหนู เป็นวิธีการที่ลดจำนวนประชากรของหนูอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะสามารถลดปริมาณหนูได้มากในระยะเวลาสั้น นอกจากนี้ยังกระทำได้ในบริเวณกว้างมาก ช่วยประหยัดเวลาและแรงงานอีกด้วย เมื่อเทียบกับการป้องกันกำจัดหนูศัตรูปาล์มด้วยวิธีอื่นๆ

สารกำจัดหนูที่กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการทดสอบในสวนปาล์มน้ำมันแล้วและได้ผลดีมาก เป็นสารเคมีกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้าชนิดสำเร็จรูปที่หนูกินครั้งเดียวตาย แต่หนูจะตายหลังกินเหยื่อพิษไปแล้ว 2-10 วัน และมักจะตายในรูหรือรังหนู จึงมักไม่ใคร่พบซากหนูตาย สารกำจัดหนูออกฤทธิ์ช้าที่หนูกินครั้งเดียวตายนี้ จะเป็นชนิดสำเร็จรูปชนิดก้อนขี้ผึ้งก้อนละประมาณ 5 กรัม ได้แก่ โฟลคูมาเฟน (สะตอม 0.005%) และโบรไดฟาคูม (คลีแร็ต 0.005%)

ขั้นตอนการวางเหยื่อพิษมีดังนี้

1. ถ้าพบหนูมากพอสมควรที่จะกำจัด โดยดูจากวิธีการที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนแรก เช่น พบว่ามีเปอร์เซ็นต์ร่องรอยการทำลายใหม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ จากต้นปาล์ม 200 ต้น ก็ให้ดำเนินการป้องกันกำจัดหนูทันที

2. นำเหยื่อพิษชนิดออกฤทธิ์ช้าสำเร็จรูปชนิดก้อนขี้ผึ้ง ที่หนูกินครั้งเดียวตาย ได้แก่ โบรไดฟาคูม (คลีแร็ต 0.005%) โฟลคูมาเฟน (สะตอม 0.005%) ชนิดใดชนิดหนึ่ง วางที่โคนต้นปาล์มต้นละ 1 ก้อน ในขณะที่วางเหยื่อพิษ ควรจะวางให้ชิดกับโคนต้นปาล์มมากที่สุดและวางหลีกเลี่ยงทางน้ำไหลผ่าน กล่าวคือให้วางชิดกับโคนต้นและตรงข้ามกับทางน้ำไหลของน้ำฝน เนื่องจากภาคใต้มีปริมาณฝนมาก อาจจะพัดพาเหยื่อพิษไปได้หากวางขวางทางน้ำไหล

3. ทุก 7-10 วัน หลังจากการวางต้องตรวจนับจำนวนเหยื่อพิษที่ถูกหนูกินไป และเติมเหยื่อทดแทนก้อนที่ถูกกินไป ทำซ้ำเช่นนี้จนกว่าเปอร์เซ็นต์การเติมเหยื่อจะลดลงต่ำกว่า 20% จึงหยุดวางเหยื่อพิษจากการทดลองพบว่า เมื่อวางเหยื่อพิษแล้ว 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 10 วัน เปอร์เซ็นต์การเติมเหยื่อพิษจะลดลงต่ำวก่า 20%

4. ภายหลังการวางเหยื่อพิษครั้งสุดท้ายผ่านไปแล้ว 6 เดือน ควรตรวจนับเปอร์เซ็นต์ร่องรอยการทำลายใหม่อีก หากพบว่าเกิน 5% ก็ควรเริ่มการรณรงค์กำจัดหนูโดยวางเหยื่อพิษตามวิธีการเช่นเดิมอีก

สรุป 

การป้องกันกำจัดหนูศัตรูปาล์มน้ำมันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยมีจำนวนหลายแสนไร่ ความเสียหายที่เกิดจากหนูศัตรูปาล์มน้ำมันนับเป็นมูลค่าปีละนับพันล้านบาท ดังนั้นถ้ามีการป้องกันกำจัดจะให้ผลคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุน วิธีการในการป้องกันและกำจัดต่างๆ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม วัสดุอุปกรณ์ สภาพสังคมในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม การประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้ทราบถึงความสำคัญและความจำเป็นในการป้องกันกำจัดหนูศัตรูปาล์มน้ำมัน การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรในระดับจังหวัด อำเภอหรือตำบล สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นปัจจัยทำให้การป้องกันและกำจัดหนูศัตรูปาล์มน้ำมันประสบความสำเร็จ

ข้อมูลจาก http://www.thaikasetsart.com