นิเวศวิทยาของปาล์มน้ำมัน

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้นที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น กล่าวคือ มีฝนตกชุก มีแสงแดดมาก ไม่มีสภาพอากาศหนาว ซึ่งสภาวะอากาศดังกล่าว ได้แก่ บริเวณเส้นศูนย์สูตร พบว่าปาล์มน้ำมันมีการกระจายอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 16 องศาเหนือ ถึง เส้นรุ้งที่ 15 องศาใต้ โดย 90% ของประเทศที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันจะอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 10 องศาเหนือและใต้

สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกปาล์มน้ำมัน มี 4 ปัจจัย คือ

ปริมาณน้ำฝนและการกระจายตัวของฝน :

pexels-photo-52851.jpeg

ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการกำหนดการเจริญเติบโตของปาล์มน้ำมัน เนื่องจากน้ำมีความสำคัญในการเคลื่อนย้ายของธาตุอาหาร โดยปกติปาล์มน้ำมันที่เจริญเติบโตเต็มที่จะมีการคายน้ำ 5-6 มม./วัน หากมีการขาดน้ำจะทำให้ผลผลิตอีก 19-22 เดือนข้างหน้าลดลง ปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมสำหรับปาล์มน้ำมัน ควรจะอยู่ระหว่าง 2,000-3,000 มม./ปี และมีการกระจายของฝนดีในแต่ละเดือน โดยจะต้องมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มม./เดือน การกระจายของน้ำฝนจะมีความสำคัญมากโดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งเป็นดินร่วนปนทราย ซึ่งดินดังกล่าวจะมีการเก็บความชื้นได้น้อยจึงทำให้มีโอกาสขาดน้ำได้ง่าย ดังนั้นการใช้วัชพืชคลุมดิน ก็จะเป็นอีกวิธีที่จะช่วยรักษาความชื้นไว้ในดินได้


พื้นที่ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 1,200 มม./ปี ปริมาณน้ำฝนจะไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของปาล์ม ปาล์มน้ำมันที่ปลูกในพื้นที่ดังกล่าวจะให้ผลผลิตลดลง ในการรักษาระดับของผลผลิตของปาล์มน้ำมันที่ปลูกในพื้นที่ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนและการกระจายของฝนน้อย อาจทำได้โดยการติดตั้งระบบน้ำซึ่งจะช่วยรักษาระดับการให้ผลผลิตของปาล์มในช่วงฤดูแล้งได้ แต่อย่างไรก็ตามในพื้นที่ซึ่งมีฝนตกมากเกินไป (มากกว่า 3,000 มม./ปี) ก็ไม่เหมาะกับปาล์มน้ำมันเช่นเดียวกัน เนื่องจากปาล์มน้ำมันจะได้รับแสงแดดน้อยลง มีการท่วมขังของน้ำในที่ลุ่ม นอกจากนั้นจะมีการระบาดของโรคได้ง่ายกว่าปกติ จากการศึกษาการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมันในพื้นที่ซึ่งมีปริมาณน้ำฝน/ปี แตกต่างกัน พบว่าปริมาณฝนที่มากหรือน้อยเกินไปจะทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลง


พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกปาล์มน้ำมันไม่ควรมีเดือนที่ขาดน้ำ (เดือนที่ขาดน้ำ ได้แก่ เดือนที่มีน้ำฝนน้อยกว่า 100 มม./เดือน) หากมีการขาดน้ำมากกว่า 4 เดือน (มีช่วงฤดูแล้งที่ยาวนาน) พื้นที่ดังกล่าวจะไม่เหมาะสมที่จะปลูกปาล์มน้ำมัน แต่สามารถแก้ไขได้โดยมีการตั้งระบบน้ำให้กับปาล์มน้ำมัน หากมีสภาพการขาดน้ำในรอบปีมาก จะทำให้จำนวนทะลาย น้ำหนักทะลาย และเปอร์เซ็นต์น้ำมันลดลง

ปริมาณแสงแดด : 

pexels-photo-147465.jpeg

ปริมาณแสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญรองจากปริมาณน้ำฝน โดยปกติปาล์มน้ำมันจะต้องได้รับแสงแดดมากกว่า 5 ชั่วโมง/วัน (ได้รับพลังงานแสงไม่น้อยกว่า 17 MJ/ตารางเมตร/วัน) เนื่องจากแสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญในการสังเคราะห์แสงของพืชทุกชนิด หากปาล์มน้ำมันได้รับปริมาณแสงน้อยจะทำให้การเจริญเติบโตลดลง การสร้างดอกตัวเมียน้อยลงซึ่งจะทำให้ผลผลิตลดลง นอกจากนั้นยังทำให้สัดส่วนของผลต่อทะลายลดลงซึ่งจะมีผลทำให้ปริมาณน้ำมันลดลงอีกด้วย

 
สำหรับประเทศไทยปริมาณของแสงเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของปาล์มน้ำมัน ปัจจัยของแสงจะมีปัญหากับปาล์มน้ำมันเมื่อปลูกปาล์มไปแล้วมากกว่า 10 ปี เนื่องจากปาล์มที่ปลูกในระยะที่ชิดจะมีการบังแสงของทางใบระหว่างต้นทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างต้น ดังนั้นจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมเกี่ยวกับระยะปลูกและการตัดแต่งทางใบ เพื่อให้ปาล์มมีจำนวนใบและมีพื้นที่ใบที่จะรับแสงได้เหมาะสมตลอดอายุของการเจริญเติบโตของปาล์ม พบว่าช่วงแรกของการเจริญเติบโต การตัดแต่งทางใบไม่ค่อยมีความจำเป็นมากนัก แต่เมื่อปาล์มน้ำมันโตมากขึ้นจะต้องมีการตัดแต่งทางใบมากขึ้น เพื่อทำให้มีพื้นที่ใบรับแสงแดดได้อย่างเพียงพอ ในสภาพที่ปาล์มน้ำมันถูกบังแสง จะทำให้สร้างอาหารได้น้อยลง และทำให้มีการสร้างดอกตัวเมียน้อยลง มีการศึกษาพบว่าช่วงเดือนที่มีกลางวันสั้น จะมีผลทำให้สัดส่วนเพศของปาล์มน้ำมันลดลง

อุณหภูมิ : 

temperature-1418302-640x480.jpg

อุณหภูมิ มีผลต่อการเจริญเติบโตของปาล์มน้ำมันเช่นเดียวกัน อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของปาล์มน้ำมันควรอยู่ช่วง 22-32 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิปกติของเขตภูมิอากาศแบบร้อนชื้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบกับปาล์มน้ำมันน้อยกว่าอุณหภูมิที่ต่ำ ในสภาพอุณหภูมิที่สูงจะมีผลกับการคายน้ำของปาล์มน้ำมันซึ่งจะทำให้ปาล์มน้ำมันขาดน้ำ แต่ในสภาพอุณหภูมิต่ำปาล์มน้ำมันจะมีพัฒนาของใบช้าลง มีการศึกษาพบว่าการเจริญเติบโตของกล้าปาล์มน้ำมันจะจำกัดอย่างมากเมื่ออุณหภูมิต่ำว่า 15 องศาเซลเซียส แต่เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น 20 องศาเซลเซียส กล้าปาล์มจะเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า และมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 7 เท่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 25 องศาเซลเซียส

ความสูงจากระดับน้ำทะเล : 

pexels-photo-462089.jpeg

มีผลกับอุณหภูมิเช่นเดียวกัน (อุณหภูมิจะลดลงประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส เมื่อความสูงเพิ่มขึ้นทุกๆ 100 เมตร) มีรายงานว่าปาล์มน้ำมันที่ปลูกในบริเวณพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 500 เมตร จะให้ผลผลิตช้ากว่าปาล์มน้ำมันที่ปลูกในพื้นที่ต่ำถึง 1 ปี

ลม : 

pexels-photo-243138.jpeg

ลำต้นของปาล์มน้ำมันไม่แข็งแรง (ซึ่งแตกต่างกับมะพร้าว) จึงไม่เหมาะสมที่จะปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ซึ่งมีลมแรง หรือ แนวพายุ ความเร็วลมที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 0-10 เมตร/วินาที และการที่มีลมพัดช้าๆ จะช่วยลดอุณหภูมิในช่วงเที่ยงวันได้ด้วย 
รากของปาล์มน้ำมันเป็นรากฝอย ทำให้ไม่ทนทานต่อกระแสลมที่พัดแรง ประกอบกับปาล์มน้ำมันมีทรงพุ่มใหญ่ทำให้ล้มได้ง่าย โดยเฉพาะการปลูกในพื้นที่พรุ นอกจากนั้นในพื้นที่ซึ่งมีลมแรงจะทำให้ใบปาล์มน้ำมันฉีกขาดหรือทางใบหัก เป็นผลให้อัตราการสังเคราะห์แสงลดลง ในสภาพพื้นที่ซึ่งมีลมพัดโชยอ่อนๆ โดยเฉพาะช่วงที่มีแดดจัดจะช่วยเสริมให้ปาล์มน้ำมันมีการหายใจได้ดีขึ้น และเป็นการช่วยระบายความร้อนแก่ใบปาล์มด้วย

ลักษณะทั่วไปของปาล์มน้ำมัน


ปาล์มน้ำมันจัดอยู่ในพืชตระกูลปาล์ม ตระกูลย่อยเดียวกับมะพร้าว เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่ผสมข้าม (ใช้เกสรตัวผู้จากต้นอื่นมาผสมกับเกสรตัวเมียของต้นตัวเอง) ปาล์มน้ำมันเป็นพืชสมบูรณ์เพศ คือ มีทั้งช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมียบนต้นเดียวกัน (แยกช่อดอกอยู่ในต้นเดียวกัน) การผสมเปิดจะได้ต้นปาล์มน้ำมันรุ่นลูกที่แตกต่างจากต้นแม่เดิม จึงไม่แนะนำให้เก็บเมล็ดจากใต้ต้นไปขยายพันธุ์ ถ้าปลูกปาล์มน้ำมันจากเมล็ดที่หล่นใต้ต้นหรือนำมาจากแหล่งเพาะพันธุ์ที่ไม่น่าเชื่อถือ จะทำให้ผลผลิตทะลายสดลดลง


ต้นปาล์มน้ำมันจะไม่มีปาล์มต้นตัวเมียหรือต้นตัวผู้ ต้นตัวผู้ที่เกษตรกรเข้าใจ คือ ต้นที่ผิดปกติซึ่งจะออกดอกตัวผู้มากกว่าปกติ (แต่ยังมีดอกตัวเมีย) ดังนั้นจึงเป็นต้นตัวผู้ไม่ได้

การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม

ดูรา (Dura) :

กะลาหนา 2-8 มม. ไม่มีวงเส้นประสีดำอยู่รอบกะลา มีชั้นเปลือกนอกบาง ประมาณ 35-60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล มียีนส์ควบคุมเป็นลักษณะเด่น ปาล์มชนิดนี้ใช้เป็นแม่พันธุ์

ฟิสิเฟอร่า (Pisifera) :

ยีนส์ควบคุมลักษณะผลแบบนี้เป็นลักษณะด้อย ลักษณะผลไม่มีกะลาหรือมีกะลาบาง ช่อดอกตัวเมียมักเป็นหมัน ทำให้ผลฝ่อลีบ ทะลายเล็กเนื่องจากผลไม่พัฒนา ผลผลิตทะลายต่ำมาก ไม่ใช้ปลูกเป็นการค้าแต่ใช้เป็นพ่อพันธุ์ในการผลิตลูกผสม เนื่องจากมีจำนวนดอกตัวเมียมาก

เทเนอร่า (Tenera) :

มีกะลาบาง ตั้งแต่ 0.5-4 มม. มีวงเส้นประสีดำอยู่รอบกะลา มีชั้นเปลือกนอกมาก 60-90 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล ลักษณะเทเนอร่าเป็นพันธุ์ทาง เกิดจากการผสมข้ามระหว่างต้นแม่ดูราและต้นต่อฟิสิเฟอร่า

 

อ่านบทความรายละเอียด สายพันธุ์ปาล์มน้ำมัน 

การเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ดี

1. ซื้อจากแปลงเพาะที่ได้มาตรฐาน ได้รับใบอนุญาตรวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้า จากกรมวิชาการเกษตร และมีใบรับรองให้กับเกษตรกรเมื่อซื้อกล้าปาล์ม

IMG_0128-Edit-wide.jpg

2. สอบถามข้อมูล ตรวจสอบแหล่งที่มาของพันธุ์ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ

3. ต้นกล้าที่สมบูรณ์ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีการคัดทิ้งต้นผิดปกติทางพันธุกรรม

IMG_0229-Edit_Watermark.jpg
คัดทิ้งและทำลายกล้าผิดปกติ ไม่นำมาจำหน่ายให้เกษตรกร

คัดทิ้งและทำลายกล้าผิดปกติ ไม่นำมาจำหน่ายให้เกษตรกร

4. เลือกซื้อจากบริษัทที่มีการติดตามผล อย่างใกล้ชิด กรณีมีปัญหาสามารถปรึกษาได้ตลอดการเพาะปลูก

5. พันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์จากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐานและผ่านการคัดเลือกอย่างดีจะให้ผลผลิตดีกว่าปาล์มน้ำมันที่ไม่ทราบที่มา ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงสำหรับเกษตรกร

6. พิจารณาเลือกพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในเขตที่เหมาะสม โดยศึกษาลักษณะเฉพาะและข้อจำกัดของปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้

_DSC2887.JPG

7. เลือกซื้อจากบริษัทที่มีนโยบายส่งเสริมการผลิตและการตลาดที่แน่นอน

IMG_25610420_094328.jpg
การคัดเลือกต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพ_NoRAT.jpg

ความเสียหายจากการใช้กล้าปาล์มน้ำมันปลอม

ใช้กล้าปาล์มน้ำมันปลอม...เสียหายแค่ไหน !!!

เนื่องจากในปัจจุบันได้มีการปลูกปาล์มน้ำมันกันอย่างกว้างขวางทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่กลับพบว่าเกษตรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันของไทยบางส่วน ได้นำกล้าปาล์มน้ำมันปลอมหรือกล้าปาล์มน้ำมันที่ไม่ได้มาตรฐานมาปลูก ซึ่งอาจเกิดจากการขาดความใส่ใจถึงแหล่งที่มาของต้นกล้าหรือเลือกซื้อต้นกล้าปาล์มจากแหล่งเพาะกล้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นความสำคัญของกล้าปาล์มน้ำมัน บริษัท อาร์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด ขอนำความเสียหายจากการปลูกปาล์มน้ำมันปลอม หรือปาล์มน้ำมันที่ไม่ได้มาตรฐานมาฝากแก่เกษตรกรทุกท่าน

ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชที่สามารถให้ผลผลิตทะลายสดได้ตลอดทั้งปี และมีอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานมากกว่า 25 ปีขึ้นไป ดังนั้นพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรนำมาปลูก ต้องเป็นพันธุ์ปาล์มที่ดี จึงจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนในการผลิตตลอดจนอายุการเก็บเกี่ยวของปาล์มน้ำมันได้
พันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ดี หมายถึง พันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ ที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำมัน / หน่วยพื้นที่ / หน่วยระยะเวลาสูง และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในแหล่งปลูกได้ดี

ปัจจุบันพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่นิยมปลูกเป็นการค้า จัดเป็นพันธุ์ลูกผสมแบบเทเนอรา ที่ต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์แล้ว ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญๆ สรุปได้ ดังนี้

1. ต้องมีการคัดเลือกต้นแม่พันธุ์แบบดูรา และพ่อพันธุ์แบบพิสิเฟอรา ที่มีลักษณะที่ดีจากประชากรที่ผ่านการปรับปรุงมาแล้ว

2. ต้องมีขั้นตอนและวิธีการในการผสมพันธุ์ระหว่างต้นแม่พันธุ์แบบดูรา และพ่อพันธุ์แบบพิสิเฟอราอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้ลูกผสมแบบเทเนอราที่ถูกต้อง เพื่อนำมาทดสอบผลผลิตและความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่อไป

3. ลูกผสมเทเนอราที่ได้ในข้อ 2 ต้องใช้วิธีการทดสอบที่เชื่อถือผลการทดสอบได้ โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการให้ผลผลิต ลักษณะประจำพันธุ์ต่าง ๆ ของคู่ผสม และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ปลูกทดสอบ

4. ต้องมีวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีได้มาตรฐาน จากคู่ผสม (ต้นดูรา X ต้นพิสิเฟอรา) ที่ผ่านการทดสอบในขั่วลูกแล้ว
 

IMG_0412.jpg

5. เมล็ดพันธุ์ที่ดีได้ในข้อ 4 ต้องนำมาเพาะงอก และเลี้ยงดูกล้าปาล์มในระยะกล้าอย่างถูกวิธีการ โดยต้องมีการคัดทิ้งและทำลายต้นกล้าปาล์มที่มีลักษณะผิดปกติ หรือที่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นลักษณะปกติ รวมทั้งต้นกล้าปาล์มที่ไม่สมบูรณ์ เพราะหากนำต้นกล้าปาล์มเหล่านี้ไปปลูก จะมีผลกระทบต่อการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมันอย่างมาก

IMG_0419.jpg


อย่างไรก็ตาม พบว่า ในปัจจุบันยังคงมีเกษตรกรอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญในการเลือกใช้พันธุ์ปาล์มที่ดี และมีการเก็บเมล็ดจากโคนต้นปาล์ม หรือต้นกล้าปาล์มที่งอกแล้วบริเวณโคนต้นปาล์มจากสวนปาล์มต่าง ๆ มาปลูกเอง หรือจำหน่ายให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ที่สนใจปลูกปาล์ม ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากต่อการพัฒนาปาล์มน้ำมันของไทยต่อไปในอนาคต และเกิดผลเสียหายต่อทั้งเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ดังนี้
 

ลักษณะของปาล์มน้ำมันที่ปลูกจากเมล็ดที่เก็บจากโคนต้นปาล์ม (พันธุ์ปลอม)

ปาล์มน้ำมันที่ปลูกจากเมล็ดที่เก็บจากโคนต้นปาล์ม มีความแปรปรวนของลักษณะต่างๆ สูงมาก โดยเฉพาะความแปรปรวนในลักษณะของผลปาล์ม นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยของลักษณะทางการเกษตรอื่นๆ เช่น จำนวนทะลายและขนาดทะลายก็มีความแปรปรวนสูงเช่นกัน รวมทั้งมีเปอร์เซ็นต์จำนวนต้นที่ไม่ให้ทะลายปาล์มเลยสูง โดยทั่วไปพันธุ์ปลอมจะมีผลผลิตทะลายปาล์มสด/ไร่/ปี ต่ำกว่าการปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี (ลูกผสมเทเนอรา) ประมาณ 30-40% ซึ่งมีผลทำให้รายรับเป็นจำนวนเงินจากการขายทะลายปาล์มสด/ไร่/ปี ลดลง 30-40% เช่นกัน
 

ความเสียหายที่เกิดกับเกษตรกร จากการปลูกปาล์มน้ำมันที่เก็บเมล็ดจากโคนต้น (พันธุ์ปลอม)

ความเสียหายทางตรง :

เกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่เก็บเมล็ดจากโคนต้น จะมีต้นทุนในการผลิตสูง เนื่องจากต้องใช้ปัจจัยในการผลิตเท่าเดิม แต่การให้ผลผลิตทะลายสด/ไร่/ปี ต่ำจากการประมาณการผลผลิตทะลายสดตลอดอายุการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน (0-32 ปี) พบว่าปาล์มน้ำมันที่ปลูกจากเมล็ดที่เก็บจากโคนต้นปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตต่ำกว่าการใช้พันธุ์ดี ถึง 30,976.99 กก/ไร่ คิดเป็นมูลค่าที่เกษตรกรต้องสูญเสียรายได้เป็นจำนวนเงิน 92,930.98 บาท/ไร่ (กำหนดให้ราคาทะลายสดปาล์มน้ำมัน อยู่ที่ 3 บาท/กก. ตลอดอายุเก็บเกี่ยว)* ดังนั้นหากเกษตรกรรายหนึ่งมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ปลูกจากเมล็ดที่เก็บจากโคนต้น จำนวน 50 ไร่ จะทำให้เกษตรกรนั้น สูญเสียรายได้จากการขายผลผลิตทะลายสด เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4,646,549 บาท ตลอดอายุการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน (0-32 ปี)
* คำนวณผลผลิตของปาล์มน้ำมันที่เก็บเมล็ดจากโคนต้นมาปลูก ให้ผลผลิตทะลายสดเพียง 62% ของปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี (ธีระและคณะ, 2545)

ความเสียหายทางอ้อม :

 

ความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จากการปลูกปาล์มน้ำมันที่เก็บเมล็ดจากโคนต้น(พันธุ์ปลอม)

เนื่องจากปาล์มน้ำมัน เป็นพืชอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการหลายฝ่าย อีกทั้งมีความหลากหลายในการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย หากพิจารณาถึงภาพรวมทั้งหมดเกี่ยวกับปริมาณการผลิต และมูลค่าของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตลอดอายุการเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน (0-32 ปี) เริ่มตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบทะลายสดปาล์มน้ำมันจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่สำคัญๆ ที่ต่อเนื่องกันก่อนถึงผู้บริโภค โดยเปรียบเทียบระหว่างการใช้พันธุ์ดี กับพันธุ์ปลอม (เก็บเมล็ดจากโคนต้นมาปลูก) พบว่าการใช้พันธุ์ปลอม หรือการใช้เมล็ดจากโคนต้นปาล์มน้ำมันมาปลูก จะทำให้ประเทศสูญเสียรายได้เป็นจำนวนเงิน 370,903 บาท/ไร่ 

     ดังนั้นหากประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ปลอม หรือพันธุ์ที่เก็บเมล็ดจากโคนต้นมาปลูก จำนวนถึง 400,000 ไร่ นั่นแสดงว่า ประเทศชาติต้องสูญเสียรายได้เป็นจำนวนเงินมหาศาล คือ ประมาณ 148,361,200,000 บาท ตลอดอายุการให้ผลผลิตปาล์มน้ำมัน (0-32 ปี) หรือสูญเสียรายได้ คิดเฉลี่ยปีละ 4,636,287,500 บาท/4 แสนไร่/ปี

     การปลูกปาล์มน้ำมันที่เก็บเมล็ดจากโคนต้นปาล์ม (พันธุ์ปลอม) ทำให้ปาล์มน้ำมันที่ปลูกมีความแปรปรวนของลักษณะทางการเกษตรต่าง ๆ สูง และมีผลผลิตทะลายสด/ไร่/ปี ต่ำกว่าการปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์แล้ว ประมาณ 30-40% ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี คิดเป็นเงิน ดังนั้นก่อนการปลูกปาล์มน้ำมันทุกครั้ง เกษตรกรควรต้องมีความมั่นใจในความถูกต้องของพันธุ์ปาล์มก่อนเสมอ
 

อ้างอิง : เส้นทางสู่ความสำเร็จ การผลิตปาล์มน้ำมัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมัน 
คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

การเตรียมพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน

การเตรียมพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน

การเตรียมพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน

การเลือกพื้นที่ ปลูกปาล์มน้ำมัน

·      ควรเลือกพื้นที่ที่ดินมีชั้นหน้าดินลึกมากกว่า 75 ซม. มีความอุดมสมบูรณ์สูงถึงปานกลาง

·      ลักษณะดินร่วน ดินร่วนปนดินเหนียว ดินเหนียวไม่มีชั้นดินดาน

·      มีการระบายน้ำดีถึงปานกลาง ความเป็นกรดเป็นด่างของดินที่เหมาะสม 5-6

·      ความลาดเอียงไม่เกิน 12 %

·      ควรมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มม./ปี มีช่วงแล้งติดต่อกันไม่เกิน 2-3 เดือน

·      มีแหล่งน้ำสำรองเพียงพอ กรณีที่มีช่วงแล้งติดต่อมากกว่า 4 เดือน

·      พื้นที่ที่มีสภาพไม่เหมาะสมสำหรับปลูกปาล์มน้ำมัน เช่น ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ สภาพดินพรุ

·      ดินค่อนข้างเค็ม พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังมานาน ต้องมีการจัดการแก้ไขตามสภาพปัญหาของดินแต่ละชนิด

 

 

การเตรียมพื้นที่

- โค่นล้มและกำจัดซากต้นไม้วัชพืชออกจากแปลง ไถพรวนดินด้วยผ่าน 3 และผ่าน 7 ปรับพื้นที่ให้เรียบ

- ตัดถนนในแปลงเพื่อใช้เป็นเส้นทางของการขนส่งผลผลิต ทำร่องระบายน้ำภายในแปลง

- การโค่นล้มปาล์มเก่า เพื่อปลูกปาล์มใหม่ทดแทน ควรใช้วิธีสับต้นและกองให้ย่อยสลายในแปลง

- ไม่ควรกองซากต้นสูงเกินไปจะเป็นที่วางไข่ของด้วงแรด

- ควรให้แถวปลูกหลักอยู่ในทิศเหนือ-ใต้ ระยะการปลูก  9x9x9 เมตร วางผังเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าเพื่อให้ต้นปาล์มได้รับแสงแดดมากที่สุดและสม่ำเสมอปลูกจำนวนต้นต่อไร่ได้เพิ่มมากขึ้น

- ควรปลูกพืชคลุมดินในช่วงเตรียมพื้นที่ ในสัดส่วนถั่ว  เพอราเนีย : ถั่วคาโลโปโกเนียม: ถั่วซีรูเลียม 3:3:1 โดยหว่านเมล็ดในอัตรา 1.5-2 กิโลกรัมต่อไร่หรือปลูกพืชตะกูลถั่วแซมสวนปาล์มน้ำมันในช่วง อายุ 1-3 ปี

- ควรเลือกพื้นที่ที่มีชั้นหน้าดินลึก เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ความลาดชันไม่ควรเกิน 28 องศา

 

 

 

 

แนวปลูกให้อยู่ขวางตะวัน (ปลูกในแนวทิศเหนือ-ใต้)

แนวปลูกให้อยู่ขวางตะวัน (ปลูกในแนวทิศเหนือ-ใต้)

การวางแนวปลูกปาล์มน้ำมัน

แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการสังเคราะห์แสงของใบพืช เพื่อประสิทธิภาพในการปรับปรุงอาหาร สร้างความเจริญเติบโตลำต้น ดอก ใบ กิ่ง ก้าน สาขา ผลผลิต โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน มีความต้องการแสงสูงมาก อย่างน้อย 5 ชั่วโมงต่อวัน

  การวางผังปลูกปาล์มน้ำมันจึงต้องคำนึงถึงระยะปลูกทิศทางของแสงแดดเพราะปัจจัยเหล่านี้ มีผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ทำให้เกษตรได้ผลผลิตสูงแต่ถ้าหากเกษตรกรวางผังการปลูกปาล์มน้ำมันไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการจะส่งผลทำให้ได้ผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลงกว่าปริมาณที่ควรจะได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

การปลูกแนวขวางตะวัน (เหนือ-ใต้) จะลดการบังแสง

การปลูกแนวขวางตะวัน (เหนือ-ใต้) จะลดการบังแสง

การปักแนวปลูกปาล์มน้ำมัน

หลังเตรียมพื้นที่แล้ว จึงวางแนวปลูก โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับการทำงาน การระบายน้ำ ความลาดเทของพื้นที่ ทิศทางของแสงแดดเพื่อให้ปาล์มน้ำมันได้รับแสงแดดมากที่สุด เพื่อให้ใบได้มีกระบวนการสังเคราะห์แสง
ระยะปลูกที่เหมาะสมของปาล์มน้ำมันเป็นปัจจัยที่สำคัญ ถ้าระยะห่างหรือถี่เกินไปจะมีผลทำให้ผลผลิตลดลง ควรปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า เพราะใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ ปาล์มน้ำมันทุกต้นได้รับแสงแดดมากและผลผลิตที่ได้มีจุดคุ้มทุนและมีรายได้มากที่สุด

ระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน

ในสภาพพื้นที่ ที่ช่วงฤดูแล้งยาวนานหรือสภาพพื้นที่ ที่มีค่าการขาดน้ำมากกว่า 3,000 มม./ปีหรือมีช่วงแล้งติดต่อกันยาวนานกว่า 4 เดือน ควรมีการให้น้ำในปริมาณ 150-200 ลิตร/ต้น/วัน ด้วยระบบน้ำหยด ระบบมินิสปริงเกอร์ หรือระบบแบบยกร่อง






 

การเตรียมหลุมปาล์มน้ำมัน

การเตรียมหลุมปลูกปาล์มน้ำมัน_500x500px.jpg

- ขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่กว่าถุงต้นกล้าเล็กน้อย กรณีดินผ่านขบวนการไถพรวน ขุดหลุมรูปตัวยูหรือทรงกระบอก ควรแยกดินด้านบน-ล่างออกจากกัน 

- รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยร็อคฟอสเฟส (0-3-0) อัตราส่วน 500 กรัม/ต้น/หลุม

- ควรใช้ต้นกล้าที่มีอายุ  8 เดือนขึ้นไปต้นกล้าสมบูรณ์แข็งแรงไม่แสดงอาการผิดปกติ มีรูปขนนกอย่างน้อย  2 ใบ

- ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ไม่ควรปลูกช่วงปลายฝนต่อเนื่องฤดูแล้งหรือหลังจากปลูกปาล์มน้ำมันแล้วจะต้องมีฝนตกอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน ก่อนเข้าฤดูแล้ง

 

วิธีการปลูก

ฝังตาข่าย_A3.jpg

- ถุงพลาสติกออกจากต้นกล้าปาล์มน้ำมัน ระวังอย่าให้ดินแตกจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโตควรใช้ตาข่ายหุ้มรอบโคนเพื่อป้องกันหนู

- วางต้นกล้าให้ตั้งตรงแล้วจึงอัดดินให้แน่น เมื่อปลูกเสร็จแล้วโคนต้นกล้าจะต้องอยู่ในระดับเดียวกันระดับดินเดิมของแปลงปลูกไม่ลึกเกินไป หลังจากการปลูกเตรียมป้องกันกำจัดหนูโดยวิธีผสมผสาน หากสำรวจพบว่ามีหนูเข้ามาทำลายควรวางเหยื่อพิษหรือใช้กรงดักหนู

ปุ๋ยสำหรับปาล์มน้ำมัน

x-stands-5-1.jpg

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยในปริมาณที่มาก เนื่องจากมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต (ทะลาย) ออกไป ซึ่งเป็นการนำธาตุอาหารในต้นปาล์มออกไปด้วยเช่นกัน อีกทั้งปาล์มน้ำมันยังเป็นพืชที่มีการสะสมอาหารในปริมาณที่สูงไว้ในต้นด้วย การจัดการปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นการเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้นซึ่งจะส่งผลให้มีกำไรสูงสุด 
      
เกษตรกรจะพบว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการจัดการสวนปาล์ม (มากกว่า 50 % ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด) จะใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยมากที่สุด จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องธาตุอาหารพร้อมทั้งหน้าที่ของธาตุอาหารแต่ละอย่าง และเรียนรู้ถึงความต้องการอาหารของต้นปาล์มน้ำมันอย่างแท้จริง คำตอบในเรื่องนี้คือ การใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยให้เพียงพอกับความต้องการของต้นปาล์มน้ำมัน ไม่มากหรือน้อยเกินไป การใส่ปุ๋ยมากเกินไป นอกจากจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง ผลผลิตไม่เพิ่มขึ้น ยังมีผลเสียต่อต้นปาล์มได้อีกด้วย

 

 

ธาตุอาหารหลักที่ปาล์มน้ำมันต้องการ

ปาล์มน้ำมันต้องการธาตุอาหารที่จำเป็นทั้ง 16 ธาตุเหมือนกับพืชชนิดอื่น แต่ธาตุอาหารที่ปาล์มน้ำมันต้องการใช้ในปริมาณมาก ได้แก่ ไนโตรเจน โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโบรอน

การประเมินความต้องการปุ๋ย

พิจารณาจากผลการวิเคราะห์ใบ หรือจากลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของต้นปาล์มน้ำมัน

1. ไนโตรเจน (N) 

หน้าที่ เพิ่มพื้นที่ใบ สีใบ อัตราการเกิดใบใหม่ และการดูดซึมธาตุอาหาร มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต สร้างโปรตีน สร้างคลอโรฟิลส์

ถ้ามีมากเกินไป ผลผลิตลดลง อ่อนแอต่อโรคและแมลง

อาการขาดธาตไนโตรเจน ใบเหลือง ผลผลิตลด มักพบในต้นปาล์มน้ำมันที่ถูกน้ำท่วมขัง หรือปลูกในดินทรายตื้นๆ หรือมีหญ้าคาขึ้นปกคลุมบริเวณราก

คำแนะนำ : ควรแบ่งใส่หลายครั้ง สูตร 46-0-0 =  0.5-3 กก./ต้น/ปี  หรือใส่ 21-0-0 = 1-4 กก./ต้น/ปี  

 

2. ฟอสฟอรัส (P) 

หน้าที่ ควบคุมการเจริญเติบโต การสังเคราะห์แสง การหายใจ การแบ่งเซลส์ คุณภาพการสุกของผลและการสร้างดอก

อาการขาดธาตุฟอสฟอรัส ปาล์มน้ำมันชะงักการเจริญเติบโต ทางใบสั้นลง ลำต้นและทะลายเล็กลง สังเกตการขาดธาตุฟอสฟอรัสได้จากต้นหญ้าคาที่ขึ้นในบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมัน มีในล่างสีม่วง

คำแนะนำ : ใส่ปุ๋ย 18-46-0 = 1.5-2 กก./ต้น/ปี หรือ 0-3-0 = 2.5-3 กก./ต้น/ปี 

 

3. โพแทสเซียม (K)

หน้าที่ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการการสังเคราะห์แสง การสร้างโปรตีน การหายใจ กระบวนการสร้างแป้งและน้ำตาล ตลอดการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลในพืช ช่วยให้น้ำในพืชมีความสมดุล และควบคุมการเปิดปิดของปากใบในเซลล์พืช การคายน้ำ การแบ่งเซลส์ และช่วยให้ปาล์มน้ำมันทนทานต้อความแห้งแล้ง ทำให้ทะลายใหญ่ และจำนวนมากขึ้น 

อาการขาดธาตุโพแทสเซียม แสดงอาการได้หลายอย่าง

อาการขาดธาตุโพแทสเซียม

อาการขาดธาตุโพแทสเซียม

  1. ใบจุดสีส้ม พบในใบย่อยของทางใบล่าง อาการเรืชิ่มแรกจะเป็นจุดสีเหลืองซีดรูปร่างไม่แน่นอน เมื่ออาการรุนแรงจุดเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม หลังจากนั้นเนื้อเยื่อตายตรงส่วนกลางของจุดสีส้ม หากแสดงอาการเพียงต้นเดียวในขณะที่ต้นข้างเคียงไม่แสดงอาการ ให้พิจารณาว่าน่าจะเป็นผลทางพันธุกรรมมากกว่าอาการขาดธาตุโพแทสเซียม

อาการขาดโพแทสเซียมอย่างรุนแรง

อาการขาดโพแทสเซียมอย่างรุนแรง

  2. ใบเหลืองกลางทรงพุ่ม ใบย่อยของทางใบกลางทรงพุ่มจนถึงทางใบล่างมีอาการสีเหลืองส้ม ถ้าอาการขาดโพแทสเซียมรุนแรง ใบย่อยของทางใบล่างแห้งเพิ่มขึ้น

  3. อาการตุ่มแผลสีส้ม อาการเริ่มแรกจะมีลักษณะเป็นแถบสีเขียวมะกอกในใบย่อยของทางใบล่าง หากขาดโพแทสเซียมอย่างรุนแรง สีใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม น้ำตาลอมส้ม และตายในที่สุด

  4. แถบใบขาว เกิดตรงส่วนกลางของใบย่อย พบในปาล์มน้ำมันอายุ 3-6 ปี สาเหตุจากความไม่สมดุลของธาตุอาหาร เนื่องจากปาล์มน้ำมันได้รับไนโตรเจนมากเกินไป หรือได้รับโปแตสเซียมน้อย

คำแนะนำ : ใส่ปุ๋ย 0-0-60  =  4 กก.ต้น.ปี

 

4. แมกนีเซียม (Mg)

หน้าที่ เกี่ยวข้องกับระบบเอนไซม์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของคลอโรฟิลส์ ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์แสง เพื่อสร้างอาหารให้กับปาล์ม

อาการขาดธาตุแมกนีเซียม ใบย่อยของทางใบล่างมีสีเขียวซีด ในระยะต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มและแห้งในที่สุด

วิธีการใส่ แบ่งการใส่ปุ๋ยออกเป็นหลายๆ ครั้ง ใส่ปุ๋ยแมกนีเซียมก่อนการใส้โพแทสเซียมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดขวางการดูดธาตุอาหารซึ่งกันและกัน ในส่วนของไดโลไมท์ ใช้เพื่อปรับปรุงดินที่มีความเป็นกรด (pH ต่ำ) และให้ธาตุแมกนีเซียมกับปาล์มน้ำมัน แต่ควรใช้ไดโลไมท์เมื่อมีการวิเคราะห์ดินเท่านั้น การหว่านปูนไดโลไมท์ควรหว่านในระหว่างแถวของปาล์มน้ำมัน และไม่ควรใส่ปุ๋ยยูเรียทันทีหลังจากหว่านไดโลไมท์ เพราะจะทำให้เกิดการสูญเสียไนโตรเจนเร็วขึ้น

คำแนะนำ : ใส่ปุ๋ย คีเซอร์ไรด์ ( 27 % Mgo,23%S) =  1.5-2 กก./ต้น/ปี

 

5. โบรอน (B)

หน้าที่ เกี่ยวข้องกับระบบเอนไซม์ การสร้างผนังเซลล์ การสร้างโปรตีน และการสร้างเมล็ด ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื้ออ่อน ทำให้ท่อน้ำละอองเกสรแข็งแรงและช่วยในการเจริญเติบโตของละอองเกสร ในปาล์มน้ำมันจะทำให้การติดผลดีขึ้น ซึ่งจะทำให้น้ำหนักทะลายเพิ่มมากขึ้น

อาการขาดธาตุโบรอน ใบมีรูปร่างผิดปกติ เช่น ใบรูปตะขอ ใบย่น ใบที่ยอดสั้น

คำแนะนำ : ใส่โบรอน 30-100 กรัม/ต้น/ปี

 

ที่มา : ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร

 

ชนิดปุ๋ยที่ใช้ในปาล์มน้ำมัน

นอกจากธาตุอาหารทั้ง 5 ชนิด ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับปาล์มน้ำมันแล้วพบว่าในบางพื้นที่ปาล์มอาจแสดงอาการขาดธาตุอื่นๆได้ เช่น ธาตุทองแดง (Cu) พบว่าในดินที่มีอินทรียวัตถุสูง เช่น ดินพรุ ดินทรายจัดอาจมีปัญหาในการขาดธาตุทองแดงได้เช่นกัน

การใช้ปุ๋ยในปาล์มน้ำมันควรใช้ปุ๋ยเคมีควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอสำหรับปาล์มน้ำมัน เนื่องจากในปุ๋ยอินทรีย์มีปริมาณธาตุอาหารในปริมาณที่น้อย แต่ปุ๋ยอินทรีย์จะทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น ส่วนปุ๋ยเคมีมีปริมาณธาตุอาหารมากแต่จะทำให้โครงสร้างดินเสีย ซึ่งจะมีปัญหากับดินในอนาคต

สำหรับปุ๋ยเคมีที่ใช้กับปาล์มน้ำมันควรใช้ปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ย เนื่องจากการใช้ปุ๋ยเดี่ยวสามารถปรับปริมาณการใส่ของแต่ละธาตุอาหารได้ตามความต้องการของปาล์มน้ำมัน ซึ่งพื้นที่ปลูกในแต่ละพื้นที่จะมีปริมาณธาตุอาหารในดินไม่เท่ากัน เกษตรกรที่มีสวนปาล์มน้ำมันจำนวนมาก แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเดี่ยว นำมาผสมและแบ่งใส่ด้วยตนเอง เพราะต้นทุนปุ๋ยจะถูกกว่า ส่วนเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ปลูกไม่มากนัก แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเดี่ยวสลับหรือร่วมกับปุ๋ยสูตร ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับอายุของปาล์มน้ำมัน และความอุดมสมบูรณ์ของดิน

   การใส่ปุ๋ย ควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินเดิม ความต้องการปุ๋ยของปาล์มน้ำมันในระยะต่าง ๆ สภาพแวดล้อม ลมฟ้าอากาศ ชนิดของปุ๋ยและอัตราการใช้  ซึ่งทางโครงการความร่วมมือสหกิจศึกษาทางวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – ชุมพร ร่วมกับ บริษัท อาร์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด ขอแนะนำตารางการใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันดังนี้

x-stands-5-1.jpg
การหว่านปุ๋ย1.png

    ดังนั้นการใช้ปุ๋ยในสวนปาล์มน้ำมันจำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะหากมีการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการของปาล์มน้ำมันก็จะทำให้ผลผลิตลดลง ในทางตรงกันข้ามหากมีการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่มากเกินไปก็จะทำให้สิ้นเปลือง เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต นอกจากปริมาณของปุ๋ยที่เหมาะสมแล้ว ความเหมาะสมของสัดส่วนปุ๋ยแต่ละชนิดก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน การใช้ปุ๋ยเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไปจะทำให้สัดส่วนความต้องการปุ๋ยมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีผลทำให้ผลผลิตลดลงได้เช่นเดียวกัน และการจัดการปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นการเพิ่มผลผลิต เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการเกษตรกรคือกำไรสูงสุดอย่างแน่นอน

ศัตรูปาล์มน้ำมัน

ศัตรูปาล์มน้ำมัน

ศัตรูปาล์มน้ำมันมีอยู่มาก และหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จัก ยังไม่ทราบถึงภัยที่มีต่อต้นปาล์มที่เราปลูก อาร์ดี เกษตรพัฒนา จึงนำข้อมูลควรรู้เรื่องนี้มาให้ศึกษากันครับ